วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การเริ่มพัฒนาการควบคุมแบบไร้สาย

การเริ่มพัฒนาการควบคุมแบบไร้สาย  
 
       
   
 
ทดลองใช้งานเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายแบบพื้นฐานก่อนที่จะไปใช้เทคโนโลยีระดับสูงกันดีกว่า !!!
การเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีไร้สาย
ปัจจุบันการสื่อสารเกือบทุกชนิดที่เราได้สัมผัส เป็นการสื่อสารแบบไร้สายก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีบลูทูซ WIFI อื่นๆ อีกมากมาย ถ้าพูดถึงงานทางด้านเทคนิคและการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้แล้ว ค่อนข้างหาคนที่สามารถพัฒนาได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้ใช้งานเทคโนโลยี แต่ถ้าท่านเป็นผู้หนึ่งที่กำลังมีความสนใจเกี่ยวกับงานด้านนี้ หรือกำลังเริ่มที่จะศึกษาเทคโนโลยีไร้สาย เพื่อนำไปใช้ในงานต่างๆ ที่ท่านสนใจ เช่น การเปิด,ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า การสั่งงานเครื่องจักร เครื่องที่อำนวยความสะดวกให้มนุษย์ หรือแม้กระทั้งระบบรักษาความปลอดภัย
วิธีการที่จะสร้างชิ้นงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีไร้สายก็มีหลายวิธี
 ซึ่งปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ตามร้านอิเล็กทรอนิกส์ทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น บลูทูซ ก็มีเป็นโมดูลมาขายให้ทดลองเล่นกันแล้ว ราคาก็ไม่แพงจนเกินไป เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ซื้อมา แต่บางครั้งงานที่ต้องการนำเทคโนโลยีไร้สายเข้าไปช่วย ก็ไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีที่สูงมากนัก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านความเร็ว โปโตคอลที่ทันสมัย แต่กับต้องการระยะทางที่ไกลมากขึ้น โดยมีข้อมูลที่ส่งเพียงไม่กี่บิต ถ้าจะไปเอาโมดูลที่กล่าวมาแล้วมาใช้งาน ก็คงต้องซื้อแบบที่มีกำลังส่งสูงๆ มา ซึ่งราคาก็จะสูงตามไปด้วย ยิ่งถ้าหากระยะทางในการส่งข้อมูลไกลมากขึ้น ก็คงเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มกันแน่ ผมเองกลับคิดว่าถ้าเราหาเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในท้องตลาดบ้านเรา ที่ราคาไม่แพงมากนัก สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้ก็น่าที่จะเป็นเรื่องดี ผมเองจึงได้คิดโมดูล รับ-ส่ง หรือจะพูดว่าเป็นโมเด็มเอนกประสงค์ก็คงไม่ผิด ซึ่งมีความเร็วที่ไม่มากนัก เหมาะสำหรับงานที่ต้องการระยะทางควบคุมไกลๆ ข้อมูลที่ส่งไม่เร็วมากนัก เช่น สัญญาณควบคุมต่างๆ หรือแม้กระทั้งการนำไปประยุกต์ใช้กับโครงงานที่ต้องการควบคุมระยะทางไกลๆ (หุ่นยนต์สำรวจ) ได้ จึงได้ทดลองและสร้างโมเด็มเอนกประสงค์ขึ้น มีรายละเอียดและการทำงานดังนี้
 
 
 คุณสมบัติ  
  
  1. ความเร็วในการส่งสัญญาณ 1200 bps
  2. มอดูเลทแบบดิจิตอล (FSK)
  3. รับสัญญาณดิจิตอลอินพุทและส่งสัญญาณดิจิตอลเอาท์พุทเป็นแบบ TTL
    (ต่อใช้งานกับไมโครคอนโทรเลอร์ได้โดยตรง)
  4. มีช่องสัญญาณตรวจสอบสัญญาณคลื่นพาหะ
    (ใช้สำหรับตรวจสอบว่าเครื่องส่งหยุดส่งสัญญาณหรือยัง)
  5. มีภาคจ่ายไฟให้วงจรในตัว ผู้ใช้สามารถใช้แหล่งจ่ายได้หลายรูปแบบ
  6. สามารถปรับความเร็วให้เหมาะสมกับการใช้งานได้
  7. สามารถสื่อสารแบบ HALF และ FULL DUPLEX ได้
  8. ชิพที่ใช้เป็นมาตรฐาน CCI
 
 มาถึงตรงนี้ท่านที่มีความรู้เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างดีก็คงจะสนใจวงจรโมเด็มเอนกประสงค์นี้แล้วใช้ไหมครับ แต่สำหรับท่านที่ไม่มีพื้นความรู้ทางนี้มาก ก็คงที่จะยัง งง... อยู่ใช้ไหมครับ ผมจะขออธิบายต่อละกันครับ สำหรับหลักการที่จะนำวงจรนี้ไปประยุกต์ใช้งาน
     
 
ป้ายแสดงหน้าที่สายสัญญาณต่างๆ
สายสัญญาณanalog เข้า ออก
มีภาคจ่ายไฟที่เพียงพอกับวงจรไม่ต้องแบ่งไฟจาก CPU มาเลี้ยง
ขนาดวงจรเล็กกะทัดรัด เพียง 5.5 Cm
ปรับความเร็วของการส่งสัญญาณด้วย DIP SW ง่ายกับการทดลองเมื่อใช้ในงานพัฒนาหรือทดลอง LAB
เมื่อต้องการใช้งานต้องมีภาคส่งและรับ ในรูปเป็นวงจรแบบ ใช้งานได้ทั้ง FULL และ HALF DUPLEX
 
   
 
หลักการมีอยู่ว่า โดยทั่วไปแล้วช่องสัญญาณในการติดต่อสื่อสารแบบไร้สายจะเป็นแบบอนาล็อกอยู่แล้ว (คลื่นวิทยุ) ดังนั้นเมื่อต้องการส่งสัญญาณที่เป็นดิจิตอลไปในช่องสัญญาณเหล่านี้ก็จำเป็นที่จะต้องทำการมอดูเลทสัญญาณแบบดิจิตอล เพื่อให้สัญญาณดิจิตอลกลายเป็นสัญญาณอนาล็อกก่อน จากนั้นจึงทำการมอดูเลทสัญญาณดิจิตอลที่เปลี่ยนเป็นอนาล็อกแล้ว เข้ากับคลื่นวิทยุ เพื่อส่งออกอากาศ หลายคนคงสงสัยว่าทำไม จึงไม่นำสัญญาณดิจิตอลมามอดูเลทกับคลื่นวิทยุเลย เหตุผลก็มีอยู่ว่าสัญญาณดิจิตอลเองมีองค์ประกอบของความถี่อนาล็อกที่มากๆ (Harmonic) แต่ช่องสัญญาณที่จะส่งออกไปมีแบนด์วิท (ความกว้างของความถี่ที่ใช้งาน) ที่จำกัด ดังนั้นหากเรานำสัญญาณดิจิตอลมามอดกับคลื่นวิทยุเลย ก็จะเกิดสัญญาณลบกวนสูงมาก และเมื่อสัญญาณไปถึงปลายทาง ก็จะเกิดความผิดเพี้ยนขึ้น แต่ถ้าหากเรานำสัญญาณดิจิตอลมาเปลี่ยนเป็นสัญญาณอนาล็อกในย่านของช่องสัญญาณที่รับได้ เช่น เปลี่ยนสัญญาณดิจิตอลให้อยู่ในย่านของความถี่ ตั้งแต่ 300 - 3.4 KHz (ย่านเสียงของคนเราในระบบโทรศัพท์) ก่อนก็จะสามารถส่งสัญญาณนั้นไปได้ในระบบโทรศัพท์ เช่นโมเดมที่เราใช้เล่นอินเตอร์เน็ต เป็นต้น วิทยุสื่อสารก็เช่นกัน หากต้องการจะส่งสัญญาณดิจิตอลไปในก็ต้องนำมาเปลี่ยนเป็นอนาล็อกก่อนเช่นกัน โดยเทคนิคการเปลี่ยนสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อกหรือเรียกว่าการมอดูเลทแบบดิจิตอลนั้น ทางเทคนิคมีด้วยกันหลายวิธีมาก เช่น FSK, PSK, QPSK, BPSK, DM อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งการจะเลือกใช้วิธีการใดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการนำไปใช้งาน แต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป จากที่ทราบแล้วว่าหลักการการส่งสัญญาณดิจิตอลไปในสื่อต่างๆ สามารถทำได้อย่างไร ไปบ้างแล้ว ก็คงจะพอเข้าใจว่าวงจรที่ผมนำเสนอมีประโยชน์อย่างไร ไม่ว่าจะนำมาประยุกต์เข้ากับวิทยุสื่อสาร ก็สามารถส่งสัญญาณดิจิตอลไปได้ ยิ่งถ้าหากกำลังส่งของวิทยุสื่อสารสูงมากๆ ก็จะทำให้เราสามารถส่งสัญญาณดิจิตอลที่เราจะนำไปควบคุมอุปกรณ์อะไรสักอย่าง ครอบคลุมพื้นที่ได้ไกลมากขึ้น อาจจะเป็น 10 กิโลเมตรขึ้นไป ก็สามารถทำได้ น่าสนใจใช้ไหมครับ มาถึงวงจรที่จะนำเสนอบ้างครับ จะใช้มันได้อย่างไรและ ประยุกต์กับอะไรได้บ้าง วงจรที่นำเสนอ เมื่อดูตามคุณสมบัติแล้วก็เพียงพอต่อการนำไปใช้งานส่งสัญญาณควบที่ไม่เร็วมากนัก คือ ในหนึ่งวินาทีสามารถส่งสัญญาณควบคุมได้สูงสุด 1200 Bit ถ้าคิดเป็นตัวอักษรก็ประมาณ 150 ตัวอักษรต่อหนึ่งวินาที หรือ 150 bps ก็นับว่าไม่ช้ามากนัก การใช้งานถ้าหากเป็นโครงงานที่สร้างด้วย MCS51 หรือไมโครคอนโทรเลอร์ตระกูลต่างๆ ก็สามารถนำวงจรนี้ไปต่อร่วมกับ Port (RS232) ของ ไมโครคอนโทรเลอร์ได้เลยหรือ Port อื่นๆที่ต้องการ จากนั้นอาจนำเอาท์พุทไปต่อที่ MIC ของเครื่องส่งวิทยุก็ได้ และชุดรับก็นำสัญญาณจากลำโพงของเครื่องรับมาต่อเข้ากับอินพุทอนาล็อก เพียงเท่านี้เมื่อมีการส่งสัญญาณดิจิตอลเข้ามาที่ชุดส่งๆ ก็จะส่งสัญญาณอนาล็อกไฟผสมกับคลื่นวิทยุแล้วส่งออกอากาศ เมื่อชุดรับรับได้ก็จะส่งสัญญาณดิจิตอลคืนออกมาให้ ระยะทางขึ้นอยู่กับกำลังส่งของเครื่องวิทยุและระบบสายอากาศครับ และวงจรที่ออกแบบมายังสามารถปรับระดับสัญญาณรบกวนได้อีกด้วย ก็คือ เมื่อในบริเวณเดียวกันมีการใช้คลื่นวิทยุความถี่เดียวกันอาจจะทำให้เกิดการรบกวนกันของความถี่ วงจรนี้สามารถปรับระดับความแรงของสัญญาณที่ต้องการรับได้ เพื่อไม่ให้สัญญาณที่อ่อนกว่าเข้ามา
ลองคิดดูครับว่าถ้าหากเราต้องการจะศึกษาระบบสื่อสารไร้สายที่เข้ามาในบ้านเรามากขึ้นเลื่อยๆ โดยที่เราเองยังไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานเลย เป็นแต่ผู้รับเทคโนโลยี และใช้เทคโนโลยีที่รับมาเท่านั้น ไม่เริ่มที่จะคิดสร้างเทคโนโลยีเองบ้าง เราก็ต้องรับเทคโนโลยีของคนอื่นต่อไป....

หมายเหตุ ความเร็วที่ตั้งได้ตามตารางด้านล่างครับ
M คือ ความถี่เอาท์พุทขณะที่อินพุทเป็นลอจิก "1"
S คือ ความถี่เอาท์พุทขณะที่อินพุทเป็นลอจิก "0"

ส่งท้าย : จากที่ผมเองได้ทดลองสร้างโปรโตคอลของตัวเองขึ้นมาแล้วสร้างบอร์ดทดลอง เพื่อโหลดเฟรมแวร์ที่อัดใส่ MCS51 เข้าไปให้สามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ ทำให้เข้าใจการทำงานของระบบสื่อสารแบบอื่นได้เร็วขึ้น หรือแม้กระทั้งนำโปรโตคอลที่มีใช้งานอยู่แล้ว เช่น X.25 หรือ AX.25 ที่ใช้ในวงการนักวิทยุสมัครเล่น ก็ยิ่งทำให้เข้าใจการส่งข้อมูลแบบแพ็คเก็ตได้ด้วยตัวเอง 
สุดท้ายนี้อยากให้ท่านทดลองเขียนโปรแกรมตามที่ตัวเองถนัด แล้วนำชุดสื่อสารไร้สายเพื่อการพัฒนามาต่อทดลอง สร้างโปรโตคอลเองสิครับแล้วจะรู้ว่าระบบสื่อสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้ยากเกินกว่าจะเข้าใจได้...

วงจรดักฟังโทรศัพท์บ้าน (ใช้คลื่น FM)


วงจรดักฟังโทรศัพท์บ้าน (ใช้คลื่น FM)
วงจรดักฟังโทรศัพท์บ้าน ชุดนี้เป็นวงจรดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์โดยจะได้ยินการสนทนา ออกทางวิทยุคลื่น FM ความถี่ประมาณ 90 MHz วงจรนี้ไม่ต้องการไฟเลี้ยงวงจร
การทำงาน TR1 ต่อเป็นวงจรกำเนิดความถี่ โดยความถี่นี้ขึ้นอยู่กับ L2 (เป็นลายทองแดงที่ทำเป็นวงคล้ายขดลวดและ T1ซึ่งเป็น ปรับค่าได้ มีไว้สำหรับปรับความถี่ของการสร้างความถี่ R3, C2 จะทำหน้าที่ต่อรับสัญญาณเสียงที่ป่นมาตามสายโทรศัพท์ มามิกช์รวมกับคลื่นที่ TR1 สร้างขึ้น แล้วส่งผ่านC5 คับปลิ้งออกทางสายอากาศไป L1 มีหน้าที่ต้านไฟสลับคลื่นเสียงไม่ให้ไปรบกวนการกำเนิดความถี่ R1, R2, LED ต่อเป็นโหลดของวงจร โดยมี VR1 ทำหน้าที่ปรับแรงไฟเพื่อให้ตัดสายไฟที่เข้าเครื่องรับโทรศัพท์แต่ละเครื่อง





การทดลอง ให้ต่อตามรูปที่ โดยให้ตัดสายไฟที่เข้าเครื่องโทรศัพท์ออก เส้นใดเส้นหนึ่งให้นำสายที่ตัดออกมาต่อเข้าที่จุด TEL หมุนวอลลุ่มเกือกม้าไปทาง ยกหูโทรศัพท์ขึ้น ตอนนี้ LED จะติด หาก LED ไม่ติดให้สลับสายที่ต่อเข้าจุด TEL ใหม่ ให้นำวิทยุ FM หมุนคลื่นวิทยุไปที่ความถี่ประมาณ 90 MHz ใช้ไขควงที่เป็นพลาสติกค่อยๆ หมุนทริมเมอร์ T1 จนได้ยินเสียงรบกวนออกทางวิทยุ ทดลองพูดที่โทรศัพท์จะได้ยินเสียงที่เราพูดออกทางวิทยุ FM หากเสียงที่พูดไม่ชัดเจนก็ให้ค่อยๆ ปรับทริมเมอร์ T1 ใหม่จนได้ยินเสียงชัดเจน





ารนำไปใช้งาน วงจรนี้ใช้กับโทรศัพท์ที่เป็นแบบกดปุ่มเท่านั้น ถ้าเป็นโทรศัพท์แบบหมุน จะมีปัญหาในการโทรออก วงจรนี้จะไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากโทรศัพท์แบบหมุนเมื่อเราโทรออกคู่สายโทรศัพท์จะสลับขั่ว ดังนั้นจึงต้องเพิ่มสวิทช์เพื่อสลับขั้ว โดยต่อตามรูปที่ วงจรนี้ระยะใช้งานประมาณ 8 - 15 เมตร แล้วแต่สถานที่ สำหรับ VR1 จะใช้สำหรับโทรศัพท์บางรุ่นที่ปรับด้าน แล้วไม่สามารถโทรออกหรือรับเข้า แล้วมีปัญหาให้ค่อยๆ ปรับเกือกม้ามาที่ตำแหน่งกึ่งกลางก็ได้ เมื่อมีการปรับ VR1 จะต้องปรับทริมเมอร์ใหม่ด้วย





อุปกรณ์
R1 = 50 Ohm (เขียว ดำ ดำ ทอง)
R2 = 220 Ohm (แดง แดง น้ำตาล ทอง)
R3 = 12K (น้ำตาล แดง ส้ม ทอง)
R4 = 5.6K (เขียว น้ำเงิน แดง ทอง)
R5 = 4.7K (เหลือง ม่วง แดง ทอง)
R6 = 270 Ohm (แดง ม่วง น้ำตาล ทอง)
LED / L1 = 10 MH / TR1 = C945 / VR1= 220 Ohm  trimmer เกือกม้า
L2 = สร้างเป็นลายทองแดงทำเป็นวงคล้ายขดลวดในลายวงจร
T1 = เป็น ปรับค่าได้ (TIMMER)
C2 = 10uF 16V Electrolytic
C3 = 0.015uF Ceramic
C4, C5 = 5P
.027

วงจรไฟฟ้า

สาระสำคัญ
::: วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์  เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
  1. อธิบายองค์ประกอบของวงจรไฟฟ้าได้
  2. เปรียบเทียบหน้าที่ความแตกต่างของวงจรไฟฟ้าแบบต่าง ๆได้
  3. ประกอบวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม, ขนาน และผสมได้
  4. คำนวณและวัดค่าแรงดัน, กระแส, ความต้านทานของวงจรได้
  5. ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
องค์ประกอบของวงจรไฟฟ้า
วงจรไฟฟ้าคือการนำแหล่งจ่ายไฟฟ้า จ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดโดยใช้ลวดตัวนำ
ในวงจรไฟฟ้ากระแสตรง จะต่อจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ และใช้สวิตช์ เป็นตัวเปิดปิดการไหลของกระแสไฟฟ้า  การที่จะทำให้แรงดัน และกระแสไหลผ่านโหลดได้  จะต้องมีองค์ประกอบ ของวงจรไฟฟ้าดังนี้
1. แหล่งจ่ายไฟฟ้า คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายแรงดันและกระแสให้กับวงจร เช่น แบตเตอรี่, ถ่านไฟฉาย, เครื่องจ่ายไฟ, ไดนาโม และ เจนเนอร์เรเตอร์  เป็นต้น 
2. ลวดตัวนำ คือ อุปกรณ์ที่นำมาต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้า จากขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่ง เพื่อจ่ายแรงดันและกระแสไฟฟ้าให้กับโหลด ลวดตัวนำที่นำกระแสไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน แต่เนื่องจากเงินมีราคาแพงมาก จึงนิยมใช้ทองแดง ซึ่งมีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าได้ดีพอสมควรและราคาไม่แพงมากนัก นอกจากนี้ยังยังมีโลหะชนิดอื่น ๆ ที่สามารถนำไฟฟ้าได้ เช่น ทองคำ, ดีบุก,เหล็ก,  อลูมิเนียม,  นิเกิล ฯลฯ เป็นต้น
3. โหลดหรือภาระทางไฟฟ้า คืออุปกรณ์ทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่นำมาต่อในวงจร เพื่อใช้งาน  เช่นตู้เย็น, โทรทัศน์, พัดลม, เครื่องปรับอากาศ, เตารีด, หลอดไฟ, ตัวต้านทาน เป็นต้น
4. สวิตช์ คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปิดหรือเปิดวงจร ในกรณีที่เปิดวงจรก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติการต่อวงจรไฟฟ้า จะต้องต่อสวิตช์เข้าไปในวงจรเพื่อทำหน้าที่ตัดต่อและควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า
5. ฟิวส์ คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้วงจรไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการทำงานผิดปกติของวงจร เช่น โหลดเกิน หรือ เกิดการลัดวงจร เมื่อเกิดการผิดปกติฟิวส์จะทำหน้าที่ในการเปิดวงจรที่เรียกว่า ฟิวส์ขาดนั่นเอง
วงจรอนุกรม
วงจรอนุกรมคือ การนำโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลายของโหลดตัวถัดไป หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง การนำโหลดตั้งแต่สองตัวมาต่อเรียงกันไปแบบอันดับ ทำให้กระแสไหลทิศทางเดียวกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)
การคำนวณค่าความต้านทาน
การวัดค่าความต้านทาน
  1. นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดโอห์ม ในกรณีที่เป็นมิเตอร์แบบเข็มให้ทำการปรับค่าศูนย์ (Zero Ohm Adjust) ก่อนที่จะดำเนินการขั้นตอนต่อไป
  2. นำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่หนึ่งสัมผัสกับขาของตัวต้านทานด้านหนึ่ง
  3. นำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่สองสัมผัสกับขาของตัวต้านทานอีกด้านหนึ่ง
  4. อ่านค่าความต้านทาน
การวัดค่าความต้านทานรวมของวงจร
  1. นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดโอห์ม แล้วทำการปรับค่าศูนย์ (Zero Ohm Adjust)
  2. นำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่หนึ่งสัมผัสกับขาของความต้านทานตัวแรก
  3. นำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่สองสัมผัสกับขาของความต้านทานตัวสุดท้าย
  4. อ่านค่าความต้านทาน
การวัดค่าแรงดันตกคร่อม
  1. นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) ให้มากกว่าแหล่งจ่าย (E)
  2. นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟบวกของตัวต้านทาน R1
  3. นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟลบของตัวต้านทาน R1
  4. อ่านค่าแรงดันตกคร่อมความต้านทาน R1
  5. ทำขั้นตอนที่ 1-4 เพื่อวัดค่าแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน R2 และ R3
การวัดค่ากระแสไฟฟ้าในวงจรอนุกรม
  1. นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดกระแส (mA) ให้มีค่าสูงไว้ก่อน
  2. นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟบวกของแหล่งจ่ายไฟ
  3. นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟลบของแหล่งจ่ายไฟ
  4. อ่านค่ากระแสที่ไหลผ่านในวงจร
วงจรขนาน
วงจรขนานคือ การนำโหลดมาต่อขนานกันหรือต่อคร่อมกัน ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปโดยนำจุดต่อของปลายทั้งสองข้างของโหลดแต่ละตัวมาต่อร่วมกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)
การคำนวณค่าความต้านทาน
ในการคิดคำนวณค่าความต้านทานที่ต่อขนานกัน 2 ตัว จะใช้สูตรใดในการคำนวณก็ได้ ผลรวมจะได้เท่ากัน และถ้าค่าความต้านทานมีค่าเท่ากันทั้ง 2 ตัว คำตอบที่ได้จะลดลงครึ่งหนึ่ง
การวัดค่าแรงดันตกคร่อมในวงจรขนาน
  1. นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) ให้มากกว่าแหล่งจ่าย (E)
  2. นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟบวกของตัวต้านทาน R1
  3. นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟลบของตัวต้านทาน R1
  4. อ่านค่าแรงดันตกคร่อมความต้านทาน R1
  5. ทำขั้นตอนที่ 1-4 เพื่อวัดค่าแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน R2 และ R3
การวัดค่ากระแสไฟฟ้าในวงจรขนาน
  1. นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดกระแส (mA) ให้มีค่าสูงไว้ก่อน
  2. นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟบวกของแหล่งจ่ายไฟ
  3. นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟลบของแหล่งจ่ายไฟ
  4. อ่านค่ากระแสที่ไหลผ่านในวงจร
วงจรผสม
วงจรผสมคือ การนำโหลดมาต่ออนุกรมและขนานร่วมกันภายในวงจรเดียวกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทาน แทนโหลดทั่ว ๆ ไป)
การคำนวณค่าความต้านทาน
การคำนวณค่าความต้านทานจะใช้วิธีพิจารณาวงจร ในกรณีที่ต่อแบบอนุกรมจะนำค่าความต้านทานมาบวกกัน ในกรณีที่วงจรต่อแบบขนาน จะใช้สูตรขนานในการคิดคำนวณ จากรูปที่ 6.17  สามารถที่จะคำนวณค่าความต้านทานได้ดังนี้
เขียนวงจรใหม่ได้ดังนี้
เขียนวงจรใหม่ได้ดังนี้
เขียนวงจรใหม่ได้ดังนี้
เขียนวงจรใหม่ได้ดังนี้
การวัดค่าแรงดันตกคร่อมในวงจรผสม
  1. นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) ให้มากกว่าแหล่งจ่าย (E)
  2. นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟบวกของตัวต้านทานที่จะวัด
  3. นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟลบของตัวต้านทานที่จะวัด
  4. อ่านค่าแรงดันตกคร่อมความต้านทาน
การวัดค่ากระแสไฟฟ้าในวงจรผสม
  1. นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดกระแส (mA) ให้มีค่าสูงไว้ก่อน
  2. นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟบวกของแหล่งจ่ายไฟ
  3. นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟลบของแหล่งจ่ายไฟ
  4. อ่านค่ากระแสที่ไหลผ่านในวงจร
 

คำอวยพรสำหรับประธาน มอบแด่คู่บ่าวสาว


คำอวยพรสำหรับประธาน มอบแด่คู่บ่าวสาว
คำอวยพรงานแต่งงาน

หลักการเตรียมตัวก่อนพูดง่าย ๆ ที่จะได้นำมากล่าวในที่นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ท่านจะนำไปใช้ประกอบการพูดในโอกาสต่าง ๆ เท่านั้น เพราะเหตุว่าแนวความคิด สำนวนโวหารของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป และนอกจากนั้น การชุมนุมของผู้ฟังแต่ละงาน แต่ละ สถานที่ก็ไม่เหมือนกันอีกด้วย ดังนั้นจึงจะขอนำมากล่าวอย่างกว้าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. การเตรียมตัว
       เราเชื่ออย่างเหลือเกินว่า ก่อนที่ท่านจะไปงานใดงานหนึ่งท่านจะต้องทราบล่วงหน้าก่อนเสมอ และกล่าว คำอวยพรแต่ละงาน ก็แปลกแตกต่างกันออกไป เช่น บางงานเราอาจจะพูดในฐานะผู้บังคับบัญชา บางงานอาจจะพูดในฐานะผู้ใหญ่ และบางงานเราอาจ จะพูดในฐานเพื่อนสนิท ฉะนั้น เราควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อน อย่างน้อยสักวันหนึ่งเพื่อที่จะนึกสรรหาถ้อยคำอวยพรที่คมคาย สละสลวยเหมาะสมสำหรับงานนั้น ๆ และถ้าจะใช้ซักซ้อมทดลองพูดดูบ้างก็เป็นการดีอย่างที่สุด สิ่งจำเป็นในการเตรียมตัวนี้ก็เพื่อที่ จะให้ผู้พูดเกิดความมั่นใจในตัวเอง เพื่อการพูดประสบความสำเร็จก็เป็นสิ่งที่ผู้พูดภาคภูมิใจมีความสุขทางร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น แจ่มใส ได้เพิ่มพูนความรู้ ความทรงจำให้แตกฉานยิ่งขึ้น สำหรับในกรณีที่ท่านได้รับการเชิญโดยกะทันหันไม่มีโอกาสเวลา ได้เตรียมตัวเลยนั้น วิธีที่ท่านจะ แก้ปัญหานี้ได้อย่างแนบเนียนก็คือไหวพริบปฏิภาณของท่านเองโดยใช้หลักหัวใจสำคัญของการ พูดแบบไม่เตรียมตัวตามขั้นตอนดังนี้ คือ
     1. คำขึ้นต้น
     2. เนื้อเรื่อง
     3. สรุปจบ

      ก่อนขึ้นเวทีขณะที่ลุกจากโต๊ะออกไปสู่เวที พยายามนึกถึงประโยคที่จะพูดออกมาเป็นประโยคแรก เสร็จ แล้วค่อยนึกเนื้อเรื่อง บนเวที ระหว่างที่พูดอยู่ก็พยายามหาสนามบินลงให้ได้ เมื่อพบแล้วก็สรุปจบเลย ก็พอจะเอาตัวรอดได้ทุกงาน แต่อย่างไรก็ดีท่าน ควรอ่านไว้บ้าง เพราะเมื่อเวลาคับขันขึ้นมาจริง ๆ บางคนคิดอะไรไม่ออก ขึ้นไปยืนอ้ำอึ้งอยู่บนเวทีเป็นนาน เป็นที่อับอายขายหน้า แก่บรรดาแขกเหรื่อเขาก็มี

      2. กริยาท่าทาง 
      เรื่องการวางกิริยาท่าทางเป็นเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการกล่าวคำอวยพร ส่วนมากเรื่องการวางกิริยา ท่าทางนี้ ยังมีผู้ที่ พิถีพิถันกันน้อยมาก เพราะงานพิธีเลี้ยงต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน เป็นต้น ผู้ที่ขึ้นไปกล่าวคำอวยพรก็มักจะดื่มเหล้าเสียเมามาย เลยทำให้กิริยาท่าทางและการพูดเสียไป การออกแสดงด้วยกิริยาท่าทางเป็นคุณลักษณะที่ปรากฏออกมาภายนอกเป็นการ เรียกร้อยสายตาผู้ฟัง ผู้รับพรให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในตัวผู้พูดยิ่งกว่าธรรมดา กิริยาท่าทางเป็นเครื่องหมายชี้บอกถึงอุปนิสัยจิตใจ ที่ผู้ฟังเห็นแล้วสามารถอ่านออกและมีอิทธิพลยิ่งกว่าคำพูดเสียอีก กิริยาท่าทางอันสง่างามจะเพิ่มพูนอำนาจให้กว้างขวางมากมาย และเพื่อเป็นการเพิ่มความสำคัญในข้อนี้ให้แก่ตัวท่าน จึงขอนำหลักเกณฑ์มาคุยให้ฟังพอหอมปากหอม คอ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริม เพิ่มความสำคัญให้ท่านอย่างดียิ่งทีเดียว

      ก. เมื่อขึ้นไปอยู่บนเวที จงวางกิริยาท่าทางของคุณให้สง่าผ่าเผยแบบธรรมชาติ อย่าพยายามทำสิ่งที่เทียมขึ้นจนเกินไป ซึ่งเรียกกันตามภาษาตลาดว่า "ดัดจริต" เป็นอันขาด และข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ จงอย่าพยายามกดกิริยาท่าทางของท่านไว้ จงพูดออกมาด้วยความกระตือรือร้นชัดถ้อยชัดคำ ใช้การแสดงออกทางใบหน้าและมือทั้งสองข้างให้สมดุลกัน
      ข. กิริยาท่าทางที่ถูกต้องดี จะเป็นเครื่องช่วยเสริมน้ำคำของเราให้ผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้ง เป็นการช่วยให้ถ้อยคำที่เน้นลงหนักมี ความสำคัญหนักแน่นน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
      ค. จงใช้ท่าทางอันสุภาพอ่อนโยน เพื่อให้คำอวยพรของท่านที่ไพเราะเสนาะหู และผู้รับพรรวม ทั้งเขาจะได้จดจำคำอวยพร อันประทับใจของท่านอีกด้วย
      ง. อย่าใช้กิริยาท่าทางที่ประหม่า เคอะเขินจะเป็นสาเหตุให้กิริยาท่าทางตลอดจนคำพูดของท่านหมดความประทับใจ จงแสดง ความมั่นใจแล้วพูดให้ไพเราะ หนักแน่น มีจังหวะจะโคนนุ่มนวลน่าฟัง
      จ. การวางตัวในขณะที่กล่าวคำอวยพร มีหลักใหญ่ ๆ อยู่ดังนี้
           1. อย่าแสดง การใช้มือประกอบคำพูดด้วยเพียงข้างเดียว
           2. อย่ายืนไปในท่าเอนหลังพิงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
           3. อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้าในขณะที่พูด
           4. อย่าใส่กระดุมหรือปลดกระดุมในขณะพูด
           5. กระเป๋าเสื้อไม่ควรมีสิ่งของบรรจุอยู่จนตุงเกินไป
           6. ไม่ควรพับแขนเสื้อหรือปลดกระดุมแบะคอเสื้อ
           7. จงหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่เกินความจริง
           8. อย่าพูดซ้ำซากโดยไม่จำเป็น
           9. ใช้คำอวยพรที่สุภาพ ภาษาตลาดและคำหยาบ อย่านำมาใช้
           10. จงแสดงท่าทางเคลื่อนไหวเล็กน้อยเป็นครั้งคราวดีกว่า อย่าทำพร่ำเพรื่อ
           11. อย่าทำกิริยายักไหล่
           12. อย่าพยายามที่จะแสดงท่าทางขอโทษผู้ฟังอยู่เนือง ๆ
           13. ต้องประสานตาผู้ฟังให้ทั่วถึงตลอดเวลา
           14. ต้องตั้งตัวตรงอยู่เสมอ
           15. มือทั้งสองข้างควรปล่อยอยู่ข้าง ๆ ในท่าสบาย ๆ
           16. อย่าเอามือทั้งสองข้างไขว้หลัง
           17. อย่ากุมมือทั้งสองไว้ข้างหน้า
           18. อย่าเอามือยัดใส่กระเป๋าโดยไม่จำเป็น
           19. หัดพูดให้เสียงดัง ชัดถ้อยชัดคำ ถ้าไม่มีไมโครโฟนจงพูดดังพอประมาณ
           20. จงหลีกเลี่ยงการพูดอย่างเร็วปรื๋อ
           21. จงโค้งตั้งแต่บั้นเอว ไม่ใช่โค้งเฉพาะคอ เมื่อเวลาโค้งกายให้ผู้ฟัง

      3. ความรู้สึกของผู้ฟัง
           บรรดาผู้ที่มาร่วมในงาน เมื่อท่านถูกเชิญให้ขึ้นพูด ต่างก็มีความต้องการที่จะฟังคำพูดของท่าน เขาต้องการได้ ฟังถ้อยคำที่มี คุณค่าไพเราะหู ต้องการจะได้เห็นท่าทางที่เหมาะเจาะของท่าน ต้องการที่จะทราบถึงคำอวยพรอันคมคายดื่มด่ำซาบซึ้งของท่าน ไม่มีทางใดที่ท่านควรจะระลึกให้มากไปกว่าจะพยายามกระทำตามความตั้งใจจริงของท่าน พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามทำให้ถูกต้อง น้ำเสียงท่าทางและที่สำคัญก็คือจงพูดให้พุ่งเข้าสู่เป้าหมาย อย่าวกไปวนมา ทำท่าจะจบแล้วไม่ยอมจบ กลับไปขึ้นเรื่องใหม่อีก เป็นการซ้ำซากทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และต่อไปนี้ เป็นคำถามที่ท่านจะต้องตอบด้วยตัวท่านเอง ก่อนการพูดทุกครั้งคือ
           1. คุณจะเริ่มต้นคำพูดให้กับสถานที่และบุคคลนั้นอย่างไร
           2. คุณควรจะพูดนานสักเท่าใด
           3. จะมีแขกอีกกี่คนที่จะกล่าวอวยพรต่อจากคุณหรือไม่
           4. ผู้ฟังมีปฏิกิริยาอย่างไร ในเวลาที่ท่านลุกออกไป กล่าวคำอวยพร
           5. การเริ่มต้นพูด การเริ่มต้นพูดควรจะพูดด้วยเสียงราบเรียบปกติก่อน แต่อย่าลืมว่าจะต้องแสดงดวงหน้าของท่านให้แจ่มใส
ตลอดเวลา แสดงกิริยาอัธยาศัยให้สุภาพ เริ่มด้วยความอ่อนโยน แต่ไม่ใช่อ่อนแอ ซึ่งเป็นกิริยาท่าทางของคนขลาดตาขาว ต้องสำแดง
ความเข้มแข็งแห่งหัวใจ กล่าวคือ ความเชื่อมั่น และจริงใจอย่างเต็มที่ ท่านจะกล่าวคำอวยพรให้เข้าได้ประสบความเจริญรุ่งเรือง
อย่างแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าให้เขาเห็นว่าพรที่เราแกล้งพูดขึ้นมาเท่านั้น หาใช่น้ำใสใจจริงไม่ เวลาพูด ควรจะกวาดสายตา
ประสานกับผู้ฟังให้ทั่วบ้างเพราะการใช้สายตากวาดดูผู้ฟังนั้น เท่ากับเป็นเครื่องย้ำความมุ่งหมายของตนเอง บอกความปรารถนาแสดง
ความขอร้องของเราให้เป็นผลอย่างดีที่สุด สายตาต่อสายตาจะทำให้ท่านสามารถกำหนดแห่งคำพูดของท่านได้ สายตาต่อสายตา
ทำให้ท่านรู้ว่าเมื่อใดถึงคราวจำเป็นแล้วที่ท่านจะเน้นคำอวยพรคำใดคำหนึ่งให้หนักแน่นจริงใจและเป็นที่ซาบซึ้งแก่เจ้าภาพของงาน
ให้เขาเห็นว่าเราอวยพรเขาด้วยใจจริงของเรา ต่อไปนี้จะนำเอาหลักการกล่าวคำอวยพร และตัวอย่างคำอวยพรมากล่าว

           
เพื่อให้ท่านประกอบการศึกษา หรืออ่านท่องจำคราวคับขันจะได้ก้าวออกไปสู่เวทีการพูดโดยปราศจากความประหม่า เคอะเขิน การกล่าวคำอวยพรคู่สมรส หลักสำคัญ ที่เป็นหัวใจของการกล่าวคำอวยพรแก่คู่สมรสนั้น ผู้ที่จะกล่าวคำอวยพรจะต้องคำนึงถึง หลักสำคัญ 4 ประการ คือ
           1. กล่าวความสำคัญและความหมายของชีวิตการสมรส
           2. แสดงความยินดี ในความรักของคู่บ่าวสาว
           3. แนะนำหลักการดำเนินชีวิตคู่หรือธรรมมะของผู้ครองเรือน
           4. อวยพร 


ตัวอย่างคำกล่าวของผู้อวยพร

          
ตัวอย่างที่ 1

           ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย (ผม ....... หรือ ดิฉัน .......) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับเชิญมาร่วมในงาน มงคลสมรสของ ....... ในวันนี้ และ (ผมหรือดิฉัน) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงยิ่งไปกว่านี้ คือ ได้เห็นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างมีความรักใคร่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแน่วแน่ ตัดสินใจร่วมครองรักครองชีวิต เป็นทองแผ่นเดียวกัน จึงได้เข้าสู่พิธีมงคลสมรสร่วมรับหยาดน้ำสังข์ และครอบสายสิญจน์มงคลเส้นเดียวกันในวันนี้ พูดถึงความรักของหนุ่มสาวในสมัยปัจจุบันนี้ ดูออกจะเป็นการยากอยู่ไม่น้อยที่จะประคับประคองให้ ดำรงมั่นจนถึงวันแต่งงาน ส่วนมากมักจะลงเอย ด้วยความใคร่แทบทั้งสิ้น แต่ (ผมหรือดิฉัน) ก็แสนที่จะปิติยินดี เมื่อเห็นความรักของคนทั้งสองมิได้อยู่ในภาวะดังกล่าว หากแต่สามารถดำเนินมา อย่างราบรื่น จนถึงการแต่งงานได้ ฉะนั้น ผมขอถือโอกาสอันเป็นมิ่งมงคลนี้อวยพรให้คุณทั้งสองจงร่วมครองรัก ครองเรือนกันด้วยความสุขสดชื่น พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารอย่าให้มีอุปสรรคใดมาขวางกั้นให้นาวารักต้องสะดุดหยุดนิ่ง หรือแตกสลายก่อนถึงฝั่ง ขอให้คุณทั้งสอง ร่วมแรงร่วมใจรักใคร่ปรองดองช่วยกันทำนาวารักพุ่งไปสู่จุดหมายสมปรารถนา ในสิ่งอันเป็นยอดปรารถนาทุกประการ


................................................................................................................................................................................

          ตัวอย่างที่ 2 

          
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ เหนือสิ่งอื่นใด (ผมหรือดิฉัน) ปรารถนาที่จะขอพูดก่อนเลยว่า รู้สึกปลาบปลื้ม อย่างที่สุดที่ได้รับเกียรติ มาร่วมในวันอันเป็นมงคลยิ่งของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในครั้งนี้ และสิ่งที่ (ผมหรือดิฉัน) จะพูดต่อไป ก็เห็นจะไม่มีสิ่งใดนอกไปกว่าความภาคภูมิใจ ที่ได้รับเกียรติมาอวยพรแด่เจ้าบ่าวเจ้าสาวในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณทั้งสอง เพราะจากวันนี้เป็นต้นไปทั้งสองจะต้องถือว่าได้ เป็นบุคคลคนเดียวกันแล้ว โดยสมบูรณ์ ปัจจุบันนี้คำว่าเพื่อนเป็นเพื่อนตายดูออกจะหายากสักหน่อย แต่ถ้าเราจะมองกันให้ซึ้ง และเข้าใจ ซึ่งกันและกันเป็นอย่างดีแล้ว จะพบว่าบุคคลที่สามารถจะเป็นเพื่อนตายกันได้เป็นอย่างดี ก็คือ สามีและภรรยาที่มีความเข้าใจต่อกันดีนั่นเอง และบัดนี้ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านก็ได้ประจักษ์แล้วว่า ความรัก ความเข้าใจอันดีระหว่างคุณทั้งสองได้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายแล้ว นั่นคือ การได้เข้าสู่พิธีมงคลสมรสในวันนี้ ถึงแม้วันเวลาจะล่วงเลยจากวันนี้ไปอีกสักกี่ปีก็ตาม ผมขอให้คุณทั้งสองจงรักใคร่ ถนอมน้ำใจ เอาใจใส่ซึ่งกันและกันเหมือนเช่นขณะที่เริ่มมีความรักต่อกันเช่นนี้ตลอดไป
        ฝ่ายหญิงก็อย่าถือตนว่าบัดนี้เธอเป็นสามีของฉันแล้วเธอจะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำพูดของฉันเสมอ หากเจ้าสาวคนใดคิดเช่นนี้แล้ว ก็มักจะได้ความผิดหวังและเสียใจเสมอ เพราะแทนที่สามีจะเชื่อและปฏิบัติตาม กลับตรงกันข้าม คือ มีความรู้สึกเหมือนกับว่า การแต่งงานของเขานั้น เป็นเครื่องพันธนาการอันน่าเบื่อหน่าย ผู้ชายเราก็มักจะตายด้วยความอ่อนหวานน่ารัก ความเอาอกเอาใจของภรรยา
       ส่วนฝ่ายสามีก็อย่าได้ถือว่าเอาละตอนนี้เธอเป็นเมียฉันแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาอกเอาใจกันอีกต่อไปแล้ว เพราะถึงยัง ๆ เธอก็เป็นของตาย ของฉันวันยังค่ำ หากสามีคนไหนคิดเช่นนี้คงได้รับบทเรียนที่น่าเสียใจไปตลอดชีวิตเข้าสักวันหนึ่งจนได้ คือ ถูกภรรยาทิ้ง ถ้าสามีคนใดต้องการ ได้รับความอ่อนหวานต้องการการปรนนิบัติเอาใจใส่จากภรรยาอย่างจริงใจแล้วต้องหมั่นจีบเธอ คล้ายกับเมื่อครั้งรักกันใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะธาตุแท้ ของผู้หญิงนั้น ต้องการที่จะได้คำหวานคำชมจากสามีหรือคนรักอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลย เพราะความรักเป็นสิ่งที่มีชีวิตและวิญญาณ คู่สมรสต้องหมั่นทำนุบำรุงรักษาสม่ำเสมอทุกวัน ต้นรักจึงจะเจริญงอกงามแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาผลิดอกออกผล เป็นที่น่าปลาบปลื้มใจตลอดไป และ (ผมหรือดิฉัน) ขอถือโอกาสอันเป็นมงคลนี้อันเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยอันศักดิ์สิทธิ์ได้โปรดดลบันดาลให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวทั้งสอง จงประสบแต่ความสุขสดชื่น หอมหวน ทุกทิวาราตรีกาลตราบชั่วฟ้าดินสลาย


................................................................................................................................................................................

          ตัวอย่างที่ 3

           3) ท่านที่เคารพทั้งหลาย พิธีมงคลสมรสอันสมเกียรติของเจ้าบ่าวเจ้าสาวในวันนี้ ได้จัดทำลงไปอย่างน่า สรรเสริญปิติยินดี (ผมหรือดิฉัน)มีความรู้สึกว่าได้รับเกียรติอันสูง และอิ่มเอมใจอย่างที่สุดอีกครั้งหนึ่ง นอกจากได้รับเกียรติอันนี้แล้ว ยังได้รับเกียรติให้ขึ้นกล่าวคำอวยพร แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวอีก ซึ่งพรอมกันนี้ (ผมหรือดิฉัน) ขออวยพรให้คู่สมรสทั้งสองจงประสบสิ่งที่หวังตั้งใจไว้ทุกประการไม่ว่า จะมีมารหรือสิ่งใดมาราวีขัดขวาง จงได้พ่ายแพ้ไปสิ้น สามารถฟันฝ่าอุปสรรค ขวากหนามต่าง ๆ จนสามารถดำเนิน ชีวิตไปถึงจุดหมายที่ เขาทั้งสองได้ตั้งใจไว้ ขอให้สมด้วยจตุพิตพรชัย มั่งมีด้วยลาภยศ สรรเสริญ มีชีวิตครอบครัว ที่ผาสุข ตลอดไป ขอบคุณครับ(ค่ะ) 


................................................................................................................................................................................
          ตัวอย่างที่ 4 

          
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย (ผม ....... หรือ ดิฉัน .......) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับเชิญมาร่วมในงาน มงคลสมรสของ ....... ในวันนี้ และ (ผมหรือดิฉัน) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงยิ่งไปกว่านี้ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว จะมีความสุขและอบอุ่นใจ ไม่น้อย ที่ได้มีชีวิตยืดยาวมาจนถึงวันสำคัญของบุตร ไม่มี ความสุขใดที่จะเป็นสุขเท่าเมื่อพ่อและแม่ได้เห็นลูกมีความสุข ในวัยเด็กนั้นพ่อแม่ทุกคน จะปลาบปลื้มภาคภูมิใจเมื่อได้เห็นลูกของตนแสดงความเก่งกล้าเฉลียวฉลาด เฝ้าทะนุถนอมเอาใจใส่ ครั้งเติบใหญ่เจริญวัยขึ้นก็คอยชี้แนะช่องทาง ของการดำเนินชีวิตอันรุ่งโรจน์สดใสให้เดิน การที่ทั้งสองตัดสินใจเข้าสู่พิธีมงคลสมรสมอบร่างกายสละชีวิตจิตใจให้ต่อกันในวันนี้ นับว่าเป็นนิมิตหมาย อันดียิ่ง เป็นการเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ เป็นการเตรียมตัวไปสู่การเป็นพ่อแม่ที่ดี น่าเคารพเทิดทูนบูชาต่อไปในอนาคต ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความรัก สร้างฐานะให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ยิ่งขึ้น กระผม (ดิฉัน)ขอถือโอกาสนี้ฝากข้อคิดเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตด้วยคาถา "หัวใจเศรษฐี" 4 ข้อ คือ
           1. อุฏฐานะสัมปะทา คือ การถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้านในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่ นอนรอคอยโชคชะตา
           2. อารักขะสัมปะทา คือ การถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์ที่หามาได้ไม่สุลุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย ไม่เล่นการพนัน โดยเฉพาะรู้จักใช้ในทางที่ถูกที่ควร
           3. กัลยาณมิตรตะตา คือ การรู้จักคบคนดีเป็นเพื่อน ไม่คบเพื่อนเป็นนักเลงเที่ยวผู้หญิง เสพสุราเล่นการ พนัน เลือกคบแต่คนที่แนะนำไปในทางที่ดี
           4. สะมะชีวิตา คือ การรู้จักประมาณตนเองในการครองชีพ มีน้อยใช้แต่น้อย ไม่ฟุ้งเฟ้อและเป็นหนี้สินเขา หัวใจเศรษฐีทั้ง 4 ประการนี้ รวมเรียกสั้น ๆ เพื่อง่ายต่อการจดจำก็คือ "อุอากะสะ" กระผม (ดิฉัน)มั่นใจว่า หากทั้งสองปฏิบัติได้ทั้ง 4 ข้อนี้ ก็เชื่อว่าชีวิตการครองเรือนของทั้งสองจะประสบแต่ความเจริญรุ่งเรือง ภายในอนาคตอย่างแน่นอน ขออวยพรให้คู่บ่าวสาว จงพบประสบสุข ในชีวิตครองเรือนตลอดไป... ขอขอบพระคุณครับ ..... 

แนวโน้มของการเป็นประธานนักเรียน


แนวโน้มของการเป็นประธานนักเรียน


1. เป็นคนที่คนรู้จักมาก อาจจะเพราะ
ความสามารถ
      หน้าตา
            มนุษยสัมผัสยอดเยี่ยม
เป็นมือกลองหรือมือเบสอันดับหนึ่งของโรงเรียน 
              (ถึงขนาดที่ว่าทั้งโรงเรียนรู้จัก ตั้งแต่ภารโรงยันผอ. ขนาดหมายังรู้จัก)

2. มีนิสัยเป็นกันเอง มีมารยาทที่ไม่บกพร่อง ดูสง่า
ไม่(น่า)คดโกง

3. มีเพื่อนหรือคณะกรรมการที่เป็นจุดเสริม

4. ออกทำกิจกรรมบ่อย(ๆ) อย่างเช่นค่ายรับน้อง
ซ้อมเชียร์ แปรเพลด

5. ทางบ้านอนุมัติ และสนับสนุนเต็มที่
(พากันยกครอบครัวมาช่วยหาเสียง)

6. ฝีปากกล้า จัดจ้าน กล้าตัดสินใจ

7. มีความเป็นเสถียรสูง ไม่โอนเอน และหวั่นไหวไป
(ในที่นี้กล่าวถึง การไม่ถูกครอบงำจากอำนาจอื่นๆที่สามารถล้มล้างอำนาจประธานได้) 
8. คุมเกมส์(อำนาจอันชอบธรรม)อยู่

9. ไม่รู้จะเลือกใคร กาๆไปเถอะ

เรียงอันดับเหตุผลของการเลือก จากมากไปน้อย ซึ่งเป็นเพียงเหตุผลที่จัดเก็บ(เล่นๆ) แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่ไม่ต้องการคำโต้แย้งใดๆ

กองทัพอากาศรับจบม.ต้น-ป.โท สอบเข้ารับราชการ363อัตรา


กองทัพอากาศรับจบม.ต้น-ป.โท สอบเข้ารับราชการ363อัตรา

UploadImage

กองทัพอากาศ รับสมัครบุคคลพลเรือน นายทหารประทวน ทหารกองหนุน ลูกจ้าง และพนักงานราชการ เพื่อสอบคัดเลือกเข้ารับราชการเป็นข้าราชการชั้นสัญญาบัตรและเป็นข้าราชการต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร ปีงบประมาณ 2556 จำนวน 363 อัตรา
 
ประกาศคณะกรรมการอำนวยการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในกองทัพอากาศเรื่อง การรับสมัครและสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในกองทัพอากาศประจำปีงบประมาณ 2556
 
1.  กองทัพอากาศ มีความประสงค์จะรับสมัครบุคคลพลเรือน นายทหารประทวนทหารกองหนุน ลูกจ้าง และพนักงานราชการ เพื่อสอบคัดเลือกเข้ารับราชการเป็นข้าราชการชั้นสัญญาบัตรและเป็นข้าราชการต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร ปีงบประมาณ 2556 จำนวน 363 อัตรา
 
2. ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร
 
2.1 บรรจุเป็นข้าราชการชั้นสัญญาบัตร (แต่งตั้งยศเป็นว่าที่เรืออากาศตรี) จำนวน 35 อัตราโดยมีคุณวุฒิปริญญาตรี - โท ในสาขาวิชาที่กำหนด (ผนวก ก)

2.2 บรรจุเป็นข้าราชการต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร (แต่งตั้งยศเป็นจ่าอากาศตรี) จำนวน 328 อัตราโดยมีคุณวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี (มัธยมศึกษาตอนต้น, มัธยมศึกษาตอนปลาย, ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)) (ผนวก ข)
 
3. คุณสมบัติทั่วไป

3.1 มีสัญชาติไทย บิดาและมารดา มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด แต่ถ้าบิดาเป็นนายทหารสัญญาบัตร หรือนายทหารประทวนซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดอยู่แล้ว มารดาจะมิใช่เป็น ผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดก็ได้

3.2 มีอวัยวะ รูปร่าง ลักษณะท่าทาง และขนาดของร่างกายเหมาะสมแก่การเป็นทหารไม่เป็นโรคตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 74 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการรับราชการทหาร พ.ศ.2497 และระเบียบกองทัพอากาศว่าด้วยมาตรฐานการตรวจทางแพทย์ของบุคคลที่สมัครเข้ารับราชการเป็นผู้ปฏิบัติงานภาคพื้นดินในกองทัพอากาศ พ.ศ.2518 (ผนวก ซ)

3.3 มีความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร ยกเว้นในบางตำแหน่งที่กำหนดเป็นอื่น ตามที่กำหนดในคุณสมบัติเฉพาะ

3.4 ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี

3.5 ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือเป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาของศาล

3.6 ไม่เป็นผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญา ยกเว้นความผิฐานประมาทหรือลหุโทษ

3.7 ไม่เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างพักราชการหรือสำรองราชการอันเนื่องมาจากความผิดหรือหนีราชการ

3.8 ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกปลดออกจากราชการเพราะความผิด หรือถูกไล่ออกจากราชการ

3.9 ไม่เป็นผู้เสพยาเสพติด หรือสารเคมีเสพติดให้โทษ

3.10 ไม่เป็นผู้ที่ตาบอดสี (ผลการตรวจร่างกายจาก คณก.แพทย์ทหาร ถือเป็นข้อยุติ)
 
4. คุณสมบัติเฉพาะ
 
4.1 ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้มีเกณฑ์อายุตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497

4.1.1 ผู้สมัครสอบตำแหน่งข้าราชการชั้นสัญญาบัตร มีอายุระหว่าง 18 ปีบริบูรณ์ถึง 35 ปี (เกิดในระหว่างปี พ.ศ.2521 - พ.ศ.2538)

4.1.2 ผู้สมัครสอบตำแหน่งข้าราชการต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร มีอายุระหว่าง 18 ปีบริบูรณ์ ถึง 30 ปี (เกิดในระหว่างปี พ.ศ.2526 - พ.ศ.2538) ยกเว้นในบางตำแหน่งที่กำหนดเป็นอื่นตามที่กำหนดในคุณสมบัติเฉพาะ

4.2 ผู้สมัครสอบต้องสำเร็จการศึกษาก่อนวันปิดรับสมัครในวันที่ 5 มีนาคม 2556คุณวุฒิปริญญาใช้ปริญญาบัตรหรือหนังสือรับรองจากสภาของสถาบันที่ระบุว่า “โดยอนุมัติสภาของสถาบัน”พร้อม Transcript และประกาศนียบัตรวิชาชีพ, มัธยมศึกษาตอนปลาย, มัธยมศึกษาตอนต้น ใช้ใบสุทธิหรือประกาศนียบัตร หรือระเบียนแสดงผลการเรียน โดยระบุวันสำเร็จการศึกษาจากผู้มีอำนาจลงนาม

4.3 ผู้สมัครต้องเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิทางการศึกษา/สาขาวิชา ตรงตามที่กำหนดไว้ในแต่ละตำแหน่งที่จะสมัครสอบ กรณีที่คุณวุฒิเรียกชื่อไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ให้ใช้ผลการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตร
วิชาชีพของสำนักงาน ก.พ. ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1004.3/ว 41 ลงวันที่ 30 กันยายน 2553 สำหรับคุณวุฒิที่ไม่ได้กำหนดไว้ในหนังสือดังกล่าว ให้เป็นหน้าที่ของผู้สมัครประสานกับสถานศึกษาเพื่อขอเอกสารยืนยันว่า สำนักงาน ก.พ.ได้มีการรับรองหลักสูตรการเรียนที่เรียนสำเร็จมาว่าเป็นไปตามที่ประกาศรับสมัคร นำมาให้เจ้าหน้าที่ภายในวันที่ 25 เมษายน 2556 หากเกินกำหนดถือว่าสละสิทธิ

4.3.1 ผู้สมัครสอบที่ใช้คุณวุฒิปริญญาโท, ปริญญาตรี หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ต้องมีผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 2.20 ยกเว้นรหัสตำแหน่ง 1103,1113 และ 1121 ต้องมีคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 2.80

4.3.2 ผู้สมัครสอบที่ใช้คุณวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น หรือคุณวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลาย ต้องมีผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 2.00
 
4.4 ผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้รับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (สด.35) หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างการผ่อนผันการตรวจเลือก หรือไม่เป็นผู้ที่มีข้อผูกพันตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารได้แก่ ทหารกองประจำการ (ทหารเกณฑ์) ผู้ที่ได้รับหมายเรียกให้เข้ารับราชการทหารกองประจำการในปีพ.ศ.2556 หากยังไม่พ้นภาระทางทหารดังกล่าว สอบได้ถือว่าสละสิทธิ ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น
 
4.5 มีคุณลักษณะเฉพาะอื่น ๆ ครบถ้วน และตามที่กำหนดไว้ในแต่ละตำแหน่งที่สมัครสอบ
 
4.6 นายทหารประทวน, ลูกจ้าง หรือพนักงานราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม จะต้องมีหนังสืออนุญาตจากหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัด (นำมาให้ในวันรายงานตัวรอบสอง (รอบสุดท้าย))
 
4.7 ข้าราชการอื่นที่มิได้สังกัดกองทัพอากาศ หากสอบได้จะไม่รับโอนและย้าย (ต้องลาออกจากส่วนราชการเดิมก่อน) โดยบรรจุให้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิที่สมัคร
 
4.8 พระภิกษุหรือสามเณร ทางกองทัพอากาศไม่รับสมัครสอบและไม่อาจให้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการได้ ทั้งนี้เป็นไปตามหนังสือ กรมสารบรรณคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ที่ นว 89/2501 ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2501 และตามความในข้อ 5 ของคำสั่งมหาเถรสมาคม ลงวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2538
 
5. การสมัครสอบและวิธีการสมัครสอบ

5.1 วิธีการสมัคร กองทัพอากาศเปิดรับสมัครทางอินเทอร์เน็ตทางเดียวเท่านั้นโดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันอังคารที่ 15 มกราคม 2556 ถึง วันอังคารที่ 5 มีนาคม 2556 ที่เว็บไซต์ http://job.rtaf.mi.th ตลอด 24 ชั่วโมง (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) 

โดยมีค่าใช้จ่าย จำนวน 350 บาท เป็นค่าธรรมเนียมการสอบ 320 บาท ค่าธรรมเนียมธนาคารและค่าบริการทางอินเทอร์เน็ต 30 บาท ในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ โดยนำแบบฟอร์มการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย ไปชำระเงินค่าสมัครสอบที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือชำระเงินทางระบบอินเทอร์เน็ตผ่าน KTB online (ต้องเปิดบัญชีของธนาคารกรุงไทย) หรือชำระเงินผ่านตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย (ต้องเป็นบัตร ATM ของธนาคารกรุงไทย)
ตั้งแต่วันอังคารที่ 15 มกราคม 2556 ถึง วันอังคารที่ 5 มีนาคม 2556 ภายในเวลาทำการของธนาคาร ทั้งนี้การสมัครสอบจะมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้สมัครได้ชำระค่าธรรมเนียมการสอบแล้ว และจะไม่คืนให้ไม่ว่ากรณีใด ๆทั้งสิ้น
 
5.2 ขั้นตอนการสมัครสอบ

5.2.1 ผู้สมัครต้องอ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับประกาศรับสมัครและขั้นตอนการกรอกใบสมัครให้ละเอียดครบถ้วนก่อนทำการกรอกใบสมัคร

5.2.2 การสมัครให้เข้าไปทาง ที่เว็บไซต์ http://job.rtaf.mi.th เพื่อเข้าสมัคร

5.2.3 เข้าระบบกรอกข้อมูลการสมัคร โดยจะต้องกรอกให้ครบทุกช่องตามที่กำหนดในกรณีที่ไม่มีข้อมูลกรอกในช่องใดให้พิมพ์เครื่องหมายขีด (-)

5.2.4 นำเฉพาะรูปถ่าย ของผู้ที่จะสมัครสอบที่เตรียมไว้เข้าเครื่องสแกนเนอร์(โดยเป็นรูปถ่ายครึ่งตัว หน้าตรงไม่สวมหมวก ไม่สวนแว่นกันแดด แต่งกายชุด นักศึกษา ชุดนักเรียน หรือชุดสุภาพ ขนาด 1x1.5 นิ้ว ให้ระบุชื่อไฟล์เป็นภาษาอังกฤษ ขนาดรูป 120x150 pixels และขนาดไฟล์ไม่เกิน50 Kbytes) สแกนเข้าระบบไว้ในที่กำหนดตามแบบฟอร์มข้อมูลการสมัคร รายละเอียดให้ศึกษาที่หน้าเว็บไซต์ของการสมัครสอบ (รูปถ่ายไม่เกิน 3 เดือน)

5.2.5 ตรวจสอบข้อความที่กรอกในแบบฟอร์มข้อมูลการสมัครให้ถูกต้องครบถ้วนเนื่องจากเมื่อส่งข้อมูลการสมัครทางระบบอินเทอร์เน็ตแล้ว ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลการสมัครอีกได้

5.2.6 สั่งพิมพ์แบบฟอร์มการชำระเงินที่ธนาคารทันที หลังจากกรอกใบสมัครและได้ส่งข้อมูลการสมัครแล้ว

5.2.7 นำแบบฟอร์มการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย ไปชำระเงินค่าสมัครสอบที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือชำระเงินทางระบบอินเทอร์เน็ตผ่าน KTB online (ต้องเปิดบัญชีของธนาคารกรุงไทย) หรือชำระเงินผ่านตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย (ต้องเป็นบัตร ATM ของธนาคารกรุงไทย)ภายใน 3 วัน นับจากวันที่ส่งข้อมูลการสมัคร หากพ้นกำหนดอาจถูกพิจารณาตัดสิทธิในการสมัคร

5.2.8 ชำระเงินแล้ว 5 วันทำการ (นับตั้งแต่วันชำระเงินที่ธนาคาร) ให้เข้าระบบอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง โดยกรอกเลขประจำตัวประชาชนเพื่อสั่งพิมพ์ใบสมัครและบัตรประจำตัวสอบพร้อมหมายเลขประจำตัวผู้สอบ โดยให้ใช้กระดาษ A4 สีขาว ในการพิมพ์ใบสมัครและบัตรประจำตัวสอบ โดยให้นำบัตรประจำตัวสอบไปใช้เป็นหลักฐานในการเข้าสอบคู่กับบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่รัฐ (ที่ยังไม่หมดอายุ)

ส่วนใบสมัครให้มายื่นภายหลังจากการประกาศชื่อผู้สอบผ่านรอบแรกพร้อมหลักฐาน ตามข้อ 6
 
5.3 ผู้สมัครสอบจะมีสิทธิเข้าสอบก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ออกรหัสหมายเลขประจำตัวผู้สอบให้แล้วเท่านั้น
 
5.4 กรณีผู้สมัครที่อยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับสิทธิคะแนนเพิ่ม ตามมาตรการจูงใจให้ทหารกองเกินสมัครเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพอากาศ (ตามอนุมัติ ผบ.ทอ.เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2546ท้ายหนังสือ กพ.ทอ.ที่ กห 0603.2/7232 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) โดยให้ผู้สมัครยื่นหนังสือรับรองเพื่อขอคะแนนเพิ่ม ภายในวันที่ 5 มีนาคม 2556 เวลา 0800 - 1530 ณ แผนกบรรจุปลด กองจัดการกำลังพล กรมกำลังพลทหารอากาศ หากเกินกำหนดถือว่าสละสิทธิอนึ่งการสมัครสอบตามขั้นตอนข้างต้น ถือว่าผู้สมัครเป็นผู้รับรองตนเอง และรับรองความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ดั้งนั้นหากผู้สมัครกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ จะถือว่าใบสมัครนั้นไม่ถูกต้องตามประกาศในการสมัครสอบ และอาจมีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญาทั้งนี้การสมัครสอบทางระบบอินเทอร์เน็ต ถือว่าผู้สมัครสอบรับทราบและเข้าใจในประกาศรับสมัครและเอกสารแนบท้ายประกาศ และถือว่าผู้สมัครได้รับรองตนเองว่ามีคุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะตรงตามประกาศนี้
 
6. หลักฐานการสมัครสอบผู้สอบผ่านภาควิชาการ (รอบแรก) และการรายงานตัวในวันประกาศผลสอบรอบสอง (รอบสุดท้าย)

6.1 หลักฐานการสมัครสอบและรายงานตัวผู้สอบผ่านภาควิชาการ (รอบแรก)

6.1.1 ใบสมัครและบัตรประจำตัวสอบที่พิมพ์จากระบบอินเทอร์เน็ต (พร้อมลงลายมือชื่อจริง)

6.1.2 บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนา 2 ชุด

6.1.3 หลักฐานแสดงคุณวุฒิการศึกษา พร้อมสำเนา จำนวน 2 ชุด ในระดับคุณวุฒิและสาขาที่ตรงกับตำแหน่งที่สมัครสอบเท่านั้น ให้นำหลักฐานมารายงานตัว โดยมีรายละเอียด ดังนี้

6.1.3.1 คุณวุฒิปริญญาตรี - โท ให้ใช้ปริญญาบัตรหรือหนังสือรับรองจากสภาของสถาบันที่ระบุว่า “โดยอนุมัติสภาของสถาบัน” พร้อม Transcript

6.1.3.2 คุณวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพให้ใช้ระเบียนแสดงผลการศึกษา

6.1.3.3 คุณวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น, มัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ใช้ใบสุทธิหรือประกาศนียบัตร หรือระเบียนแสดงผลการศึกษา

6.1.3.4 หนังสือรับรองผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรจากสถานศึกษา

6.1.4 ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของผู้สมัคร และบิดา มารดา ผู้ให้กำเนิด พร้อมสำเนาจำนวน 2 ชุด หรือสำเนาทะเบียนบ้านที่นายทะเบียนรับรอง เพื่อแสดง วัน เดือน ปีเกิด สัญชาติที่ชัดเจน

6.1.4.1 กรณีที่บิดา และ/หรือ มารดาไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านฉบับเดียวกันกับผู้สมัคร ให้นำทะเบียนบ้านของบิดา และมารดา มาแสดงด้วย

6.1.4.2 กรณีที่บิดา และ/หรือ มารดาถึงแก่กรรม และไม่มีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้านให้นำใบมรณะบัตรหรือหลักฐานอื่นของทางราชการมาแสดงประกอบ เพื่อแสดงสัญชาติของบิดา มารดาด้วย

6.1.4.3 กรณีที่ ปู่ ย่า ตา ยาย มิได้ระบุว่าเป็นสัญชาติไทย จะต้องแสดงหลักฐานของบิดา มารดา แล้วแต่กรณีว่ามีสัญชาติไทยโดยกำเนิด มิใช่โดยการแปลงสัญชาติ

6.1.5 สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว – ชื่อสกุล (ถ้ามี)

6.1.6 หลักฐานทางทหาร สด.3 หรือ สด.8 หรือ สด.43 หรือ รด.ปี 3 ฉบับตัวจริงพร้อมสำเนา จำนวน 2 ชุด มาแสดงด้วย
 
6.2 หลักฐานการรายงานตัวในวันประกาศผลสอบรอบสอง (รอบสุดท้าย)

6.2.1 หลักฐานตามข้อ 6.1

6.2.2 หลักฐานการได้รับอนุญาตจากหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัด (ถ้ามี)

6.2.3 หลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงว่ามีคุณลักษณะเฉพาะตรงตามตำแหน่งที่สมัครสอบเช่น ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เป็นต้น

6.2.4 หลักฐานฉบับตัวจริง เจ้าหน้าที่จะคืนให้เมื่อตรวจสอบแล้วเสร็จในวันที่ยื่นหลักฐาน

6.3 หลักฐานการสมัครและรายงานตัวที่เป็นสำเนา ผู้สมัครต้องลงชื่อรับรองทุกฉบับ
 
7. กำหนดการเป็นไปตาม (ผนวก ค)

8. เงื่อนไขในการสมัครสอบ

8.1 ผู้สมัครสอบต้องตรวจสอบ ตำแหน่งที่จะสมัครสอบ และรับรองว่าตนเองเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติทั่วไป และคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละตำแหน่งครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในประกาศรับสมัครจริง หาปรากฏในภายหลังว่า เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวไม่ครบถ้วน และ/หรือ ตรงตามที่กำหนดไว้จะถูกตัดสิทธิในการสอบและการบรรจุเข้ารับราชการทันที

8.2 ผู้สมัครสอบต้องรับรองเอกสารทุกฉบับที่นำมาแสดงต่อคณะกรรมการในทุกขั้นตอนว่าเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้จริง หากตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเป็นเอกสารที่มิใช่ทางราชการออกให้จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

8.3 ผู้สมัครสอบจะต้องกรอกรายละเอียดข้อมูล ลงในใบสมัครทางอินเทอร์เน็ตให้
ครบถ้วน กรณีมีข้อผิดพลาดอันเกิดจากผู้สมัครสอบเอง คณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะมีสิทธิในการสมัครสอบ
หรือไม่

8.4 ผู้สมัครสอบจะต้องติดตามประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับการสอบคัดเลือกในครั้งนี้
ของกองทัพอากาศ ตลอดจนประกาศของคณะกรรมการอย่างใกล้ชิด

8.5 ผู้สมัครสอบที่ผ่านการคัดเลือก ยินดีให้ทางราชการพิจารณาบรรจุเข้ารับราชการทั้งในสถานที่กรุงเทพปริมณฑล หรือต่างจังหวัด หากผู้สมัครไม่พึงประสงค์เข้ารับราชการตามที่กำหนด ถือว่า
ผู้สมัครสอบสละสิทธิเข้ารับราชการทุกกรณี

8.6 ผู้สมัครสอบต้องใช้คุณวุฒิและสาขาตรงตามที่ประกาศรับสมัครเท่านั้น ทั้งนี้ไม่สามารถใช้คุณวุฒิที่สูงกว่า มาสมัครในคุณวุฒิที่ต่ำกว่าได้ และไม่รับคุณวุฒิเทียบเท่า เช่น คุณวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) มาสมัครในคุณวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลาย

8.7 ผู้สมัครสอบหนึ่งคนสามารถสมัครได้หลายตำแหน่ง แต่มีสิทธิสอบเพียงหนึ่งตำแหน่งเท่านั้น

8.8 ผู้เข้าสอบสามารถออกจากห้องสอบได้เมื่อหมดเวลาสอบเท่านั้น

8.9 หากการดำเนินการสอบพบการทุจริตในการสอบ คณะกรรมการ ฯ มีสิทธิยกเลิกการสอบและผลการสอบทั้งหมดโดยไม่คืนค่าสมัครสอบแต่อย่างใด และผู้สมัครสอบต้องเสียค่าสมัครสอบใหม่เมื่อจัดให้มีการสอบอีกครั้ง
 
9. การสอบคัดเลือกและวิชาที่จะสอบ

9.1 การสอบรอบแรก (ภาควิชาการ) กำหนดสอบในวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2556ตั้งแต่เวลา 13.00 น. - 15.30 น. โดยทำข้อสอบดังนี้

9.1.1 การสอบคุณวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพ, ปริญญาตรี และปริญญาโท เป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 150 ข้อ แบ่งออกเป็น วิชาพื้นฐานความรู้ทั่วไป จำนวน 60 ข้อ และวิชาพื้นฐาน ความรู้ตามคุณวุฒิที่สมัคร จำนวน 90 ข้อ ในเวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที

9.1.2 การสอบคุณวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย เป็นข้อสอบวิชาพื้นฐานความรู้ทั่วไป แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 150 ข้อ ในเวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที

9.1.3 สถานที่สอบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต), มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (รังสิต)และมหาวิทยาลัยรังสิต โดยจะแจ้งให้ทราบก่อนวันสอบไม่น้อยกว่า 5 วันทำการ

9.1.4 อุปกรณ์ที่ใช้ในการสอบ ผู้เข้ารับการสอบจะต้องนำ ดินสอ 2B มาใช้ทำเครื่องหมายในกระดาษคำตอบเท่านั้น เนื่องจากการตรวจคำตอบกระทำด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำงานถูกต้องเมื่อใช้ ดินสอ 2B ทำเครื่องหมาย

9.1.5 เกณฑ์การคัดเลือกและวิชาที่สอบ (ผนวก ง)
 
9.2 การสอบรอบสอง (รอบสุดท้าย) เฉพาะผู้ที่ผ่านการสอบในรอบแรก เข้าทำการสอบคัดเลือกในรอบสอง (รอบสุดท้าย) ดังนี้

9.2.1 การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย เป็นการทดสอบความแข็งแรงและความพร้อมในการเข้ามารับราชการเป็นทหาร กำหนดสอบในวันจันทร์ที่ 22 เมษายน 2556 ถึง วันพฤหัสบดีที่25 เมษายน 2556 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 15.30 น. ณ อาคารฝึกและทดสอบสมรรถภาพทหารอากาศ(สนามกีฬาจันทรุเบกษา) และสนามกีฬาธูปะเตมีย์
 
9.2.1.1 การทดสอบประกอบด้วย สถานีต่าง ๆ ดังนี้

(1) สถานีที่ 1 ลุกนั่ง (SIT – UP) จับเวลา 1 นาที

(2) สถานีที่ 2 ดันพื้น (PUSH – UP) จับเวลา 1 นาที

(3) สถานีที่ 3 วิ่ง ระยะทาง 2.4 กิโลเมตร

9.2.1.2 ผู้เข้ารับการทดสอบ ต้องเตรียมชุดกีฬามาผลัดเปลี่ยนด้วย

9.2.1.3 เกณฑ์ผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ใช้เกณฑ์ (ผ่าน/ไม่ผ่าน)เป็นไปตาม (ผนวก จ)
 
9.2.2 การสอบภาคปฏิบัติ เป็นการวัดทักษะในการทำงานตามคุณลักษณะเฉพาะของตำแหน่งที่สมัคร ผู้ผ่านการสอบรอบแรก เฉพาะตำแหน่งที่ระบุให้มีการสอบภาคปฏิบัติ ต้องเข้ารับการทดสอบ กำหนดสอบในวันจันทร์ที่ 22 เมษายน 2556 รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบในวันประกาศผลสอบรอบแรก
 
9.2.3 การสอบสัมภาษณ์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งและหน่วยงานในด้านบุคลิกภาพ ท่วงทีวาจา ทัศนคติ การปรับตัวและอื่น ๆ กำหนดสอบในวันพุธที่ 24 เมษายน 2556 ถึง วันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2556 (เว้นวันหยุดราชการ) ตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 16.00 น. รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบในวันประกาศผลสอบรอบแรก
 
9.2.3.1 สถานที่สอบ

(1) ผู้สมัครสอบที่ใช้คุณวุฒิปริญญาตรี และปริญญาโท (เป็นข้าราชการชั้นสัญญาบัตร) สอบ ณ โรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับหมวด, โรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูงหรือศูนย์ภาษากรมยุทธศึกษาทหารอากาศ

(2) ผู้สมัครสอบที่ใช้คุณวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น, ตอนปลายและประกาศนียบัตร
วิชาชีพ (เป็นข้าราชการต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร) สอบ ณ โรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูง หรือศูนย์ภาษากรมยุทธศึกษาทหารอากาศ
 
9.2.3.2 คณะกรรมการจะสอบสัมภาษณ์ เพื่อสังเกตดูท่วงทีวาจาในด้านต่าง ๆ ดังนี้

(1) บุคลิกลักษณะ 20 คะแนน

(2) การใช้ความรู้ 20 คะแนน

(3) ท่วงทีวาจา 20 คะแนน

(4) ปฏิภาณไหวพริบ 20 คะแนน

(5) ความรู้ทั่วไป 20 คะแนน

9.2.3.3 ผู้เข้าสอบสัมภาษณ์ ท่วงทีวาจา ต้องได้คะแนนในแต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และได้คะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 จึงจะถือว่าผู้นั้นผ่านการทดสอบ

 ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ แผนกบรรจุปลด กองจัดการกำลังพลกรมกำลังพลทหารอากาศ โทร.0 2534 8587 – 91 ในวัน เวลาราชการ

กรณีมีข้อสงสัยขั้นตอนและวิธีสมัครทางอินเทอร์เน็ต (ทางเดียว) ให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกสถิติกำลังพล กองข้อมูลกำลังพล กรมกำลังพลทหารอากาศ โทร.0 2534 2402 - 3, 5และ 0 2534 2440 – 1 ในวัน เวลาราชการ